ผู้สูงอายุนอนไม่หลับและแนวทางการแก้ไข

หลายๆบ้านมักพบปัญหาผู้สูงอายุไม่ยอมนอน หรือนอนไม่หลับในเวลากลางคืน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เป็นโรคสมองเสื่อม หรือผู้สูงอายุที่มีความเครียด วิตกกังวล หรือมีเรื่องให้ครุ่นคิดมาก โดยปกติผู้สูงอายุมีความต้องการการนอนหลับประมาณ 6.5 ชั่วโมงต่อวัน ทั้งนี้ระยะเวลาของการนอนหลับอาจไม่สำคัญเท่าคุณภาพของการนอนหลับ ว่าหลับสนิท หลับลึกหรือไม่

 

ปัญหาการนอนไม่หลับของผู้สูงอายุ 

เกิดจากหลายสาเหตุ ดังนี้

1. สาเหตุด้านร่างกาย

เช่น ความเสื่อมและการลดลงของเซลล์ประสาทในสมอง ที่ควบคุมการนอนหลับ ความเจ็บปวดจากการผ่าตัด การอักเสบ อุบัติเหตุ และโรคต่างๆ เช่น โรคข้ออักเสบ โรคข้อเสื่อม โรคเก๊าท์ โรคหลอดเลือดส่วนปลาย โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง เป็นต้น ความไม่สุขสบาย จากท่านอน ลักษณะของเตียงและที่นอน

การถ่ายปัสสาวะบ่อยและกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ การหายใจลำบากจากโรคอ้วน และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ผลข้างเคียงจากการใช้ยารักษา โรคประจำตัวของผู้สูงอายุ เช่น ยาบาบิทูเรต ยาขับปัสสาวะ ยาขยายหลอดลม และยาต้านอาการเศร้า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน เช่น สุรา ชา กาแฟ โคลา ช็อคโกแลต และ การสูบบุหรี่

2. สาเหตุด้านจิตใจและอารมณ์

ได้แก่ อารมณ์เศร้าจากการใช้ยารักษาโรคทางกายต่างๆ เช่นโรคเบาหวาน โรคปอดอักเสบ โรคหัวใจ เป็นต้น ความเครียดและความวิตกกังวลกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิต และสังคม ความรู้สึกสูญเสียความสามารถของตนเองจากการเคยเป็นที่พึ่ง เป็นผู้นำให้กับคนอื่น การเป็นที่ยอมรับและยกย่องจากคนข้างเคียงเพื่อนฝูงหรือ สังคม การขาดที่พึ่ง เช่น บุคคลอันเป็นที่รัก ผู้ใกล้ชิด เพื่อนสนิทถึงแก่กรรม เป็นต้น นอกจากนี้สุขภาพ ไม่แข็งแรงพอ ที่จะปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ ขาดการติดต่อไปมาหาสู่กับผู้อื่น บุตรหลานก็เติบโตมีครอบครัวแยกย้ายกันไปทำให้เกิดความรู้สึกเหงา ว้าเหว่ เนื่องจากสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากระบบเกษตรกรรมไปสู่ระบบอุตสาหกรรมทำให้เกิดภาวะที่มีการแข่งขันกันมากขึ้น ต่างคนต่างอยู่มากขึ้น พึ่งพาอาศัยกันน้อยลงครอบครัวเปลี่ยนแปลงจากการอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ มีปู่ย่าตายาย พ่อแม่ลูก กลายเป็นครอบครัวเล็ก ๆ ลำพังพ่อแม่ลูก ทำให้ผู้สูงอายุไม่ได้รับความสนใจและการดูแลจากลูกหลาน นอกจากนี้ ภาระหน้าที่ทางสังคมที่ผู้สูงอายุเคยกระทำมาก็ขาดหายไปเนื่องจากเกษียณอายุหรือจากบุตรหลานไม่อยากให้ทำงานต่อไปด้วยความหวังดีว่าทำงานหนักมานานแล้ว สมควรที่จะพักผ่อนให้สบายซึ่งการขาดภาระหน้าที่ความรับผิดชอบในสังคมนี้ อาจเป็นเหตุให้กระทบต่อความรู้สึกในคุณค่าของผู้สูงอายุเอง ทำให้เกิดความรู้สึกน้อยใจ เสียใจ เบื่อหน่าย แยกตัวและอาจเกิดความผิดปกติทางจิตอื่น ๆ ที่รบกวนการนอนหลับได้

3. สาเหตุด้านสิ่งแวดล้อม

ได้แก่ ความถี่และระดับความดังที่มากกว่า 80 เดซิเบล ของเสียงจากการจราจร เสียงวิทยุ เสียงจากโรงงานอุตสาหกรรม อุณหภูมิของห้องนอนที่สูงหรือต่ำกว่าปกติ ความเข้มของแสงในธรรมชาติที่แตกต่างกัน เช่น แสงขมุกขมัว แสงจากหลอดไฟ แสงแดดจ้า กลิ่นไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ เช่น กลิ่นขยะ กลิ่นน้ำเสีย กลิ่นอาหาร กลิ่นปัสสาวะ กลิ่นอุจจาระและกลิ่นสารเคมีต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้บุคคลร่วมห้องนอน เช่น สามีภรรยา บุตรหลานอาจรบกวนการนอนหลับของผู้สูงอายุได้

 

การจัดการเพื่อการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ

การนอนหลับอย่างเพียงพอทั้งระยะเวลาและคุณภาพจะเป็นปัจจัยส่งเสริมสุขภาพที่ดี การนอนหลับจะเกิดขึ้นได้ดีเมื่อร่างกายและจิตใจอยู่ในสภาพผ่อนคลาย  ดังนั้น เพื่อการนอนหลับอย่างมีคุณภาพของผู้สูงอายุควรจัดการ ดังนี้

1. การจัดการด้านร่างกาย สามารถปฏิบัติได้ดังนี้

  • ผู้สูงอายุควรนอนหลับและตื่นให้ตรงเวลา หลีกเลี่ยงการงีบหลับในช่วงเวลากลางวันหรือช่วงเวลาใกล้เวลานอน
  • ผู้สูงอายุควรรับประทานยาเพื่อระงับหรือบรรเทาอาการ เช่น อาการปวด อาการหายใจลำบาก ไอ เป็นต้น ซึ่งการรับประทานยาแก้ปวดก่อนนอนประมาณ 30 นาที จะทำให้ผู้ที่มีอาการปวด นอนหลับได้
  • ผู้สูงอายุสามารถนวดตามร่างกายเพื่อลดอาการปวด และจะทำให้เกิดการผ่อนคลายนอนหลับได้
  • ผู้สูงอายุควรถ่ายปัสสาวะก่อนเข้านอนหรือจัดที่นอนให้อยู่อยู่ใกล้ห้องน้ำ หรือเตรียมกระโถนสำหรับปัสสาวะไว้ในห้องนอน
  • ผู้สูงอายุควรนอนในท่านอนที่เหมาะสม มีการเปลี่ยนท่านอนในท่าที่สุขสบายขึ้น เช่น เพิ่มหมอนหนุนศีรษะเพื่อให้หายใจสะดวกขึ้น
  • ผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนตอนเย็นและก่อนนอน
  • ผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ก่อนนอน
  • ผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารจำนวนมาก หรืออาหารมื้อใหญ่ก่อนนอน
  • ผู้สูงอายุควรดื่มนมอุ่นๆ ก่อนเข้านอนเพราะนมมีกรดอะมิโนซึ่งเป็นยานอนหลับทางธรรมชาติ

2 การจัดการด้านจิตใจและอารมณ์ สามารถปฏิบัติได้ดังนี้

  • ผู้สูงอายุควรมีกิจกรรมการผ่อนคลายโดย การนวดตามร่างกายเพราะพบว่าการนวดไทยประยุกต์สามารถลดอาการปวดศีรษะจากความเครียดได้
  • ผู้สูงอายุควรสวดมนต์ ทำสมาธิ อ่านหนังสือเพื่อผ่อนคลายความเครียดก่อนนอน
  • ผู้สูงอายุควรฟังเพลงหรือเทปธรรมะก่อนนอน
  • ผู้สูงอายุควรใช้เทคนิคการผ่อนคลาย เช่น การฝึกคลายกล้ามเนื้อ การใช้จินตภาพ การฝึกการหายใจ
  • ผู้สูงอายุควรใช้ยาเพื่อช่วยในการนอนหลับตามแผนการรักษาของแพทย์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ยามีผลต่อการคงสภาวะอารมณ์ที่เป็นปกติ

3 การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม สามารถปฏิบัติได้ดังนี้

  • ผู้สูงอายุ ควรจัดห้องนอนและเครื่องนอนให้สะอาด อากาศถ่ายเทได้สะดวก ปรับอุณหภูมิห้องไม่ให้ร้อนหรือหนาวจนเกินไป
  • ผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงจากเสียงรบกวนต่าง ๆ หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ควรใช้ วัสดุอุดหูเพื่อลดเสียง
  • ผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงจากแสงสว่างที่มีระดับความเข้มของแสงมากเกินไป โดยการปิดไฟ ปิดม่าน

จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติตนเพื่อให้นอนหลับอย่างเพียงพอทั้งคุณภาพและปริมาณนั้นไม่ใช่สิ่ง ที่ยากหรือเป็นปัญหาไกลตัวสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้สูงอายุที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับสามารถปฏิบัติตามวิธีการต่างๆดังกล่าวมาข้างต้นได้แต่หากปัญหาการนอนหลับยังรบกวนและสร้างผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่องมากกว่าหนึ่งสัปดาห์ขึ้นไป  ผู้สูงอายุจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ในสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านเพื่อค้นหาโรคต่าง ๆ    ที่อาจเป็นสาเหตุของการนอนไม่หลับซึ่งการค้นพบสาเหตุโดยเร็วจะทำให้การรักษาง่ายขึ้นมากกว่าการปล่อยปละละเลยจนอาการรุนแรงขึ้นเพราะจะทำให้การรักษายากขึ้นตามลำดับ ดังนั้น ผู้สูงอายุควรให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติตนเพื่อการนอนหลับอย่างมีคุณภาพของตนเอง

 

เอกสารอ้างอิง  
  1. กุสุมาลย์  รามศิริ (2543)  คุณภาพการนอนหลับ ปัจจัยที่รบกวนและการจัดการกับปัญหาการนอนหลับของผู้สูงอายุ วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลผู้สูงอายุ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  2. บรรลุ  ศิริพาณิชย์ (2540) ผู้สูงอายุไทย กรุงเทพ: สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน
  3. วราภา  แหลมเพชร  (2544)  การนอนหลับและปัจจัยรบกวนการนอนหลับของผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแผนกอายุรกรรม  วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพยาบาล ผู้ใหญ่ บัณฑิตวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 
  4. สุรชัย  เกื้อศิริกุล  (2542)  ปัญหาการนอนหลับในผู้สูงอายุ  หนังสือประกอบการอบรมเรื่องจิตเวชศาสตร์ ผู้สูงอายุสู่ทศวรรษใหม่  ภาควิชาจิตเวชศาสตร์  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หน้า 55-63